เสียงแห่งสันติภาพ
posted on 16 Oct 2009 12:16 by thongwriter in ItIsAllเสียงแห่งสันติภาพ รวมเรื่องสั้น จากรางวัลจุดประกาย 51 ซึ่งได้ประกาศผลไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2552 และ
ได้ตีพิมพ์รวมเล่ม ผลงานกว่า 16 เรื่องที่ได้รับรางวัล โดยเรื่องสั้น ที่ส่งเข้าประกวดได้มีการแบ่งแยกอออกเป็น สอง
ประเภท
1 ประเภทเรื่องสั้น ปกติ
2 ประเภทเรื่องสั้น ผ่านบล็อก
(ปล จขบ. ผมมีหนึ่งเรื่องสั้น ได้ดีเด่นอันดับหนึ่งอยู่ในนี้ด้วย )
edit @ 16 Oct 2009 12:32:09 by thongwriter
edit @ 27 Nov 2009 11:28:30 by thongwriter
นิยาย : เธอผู้รอคอยการปลดปล่อย ตอน 8
posted on 11 Sep 2009 08:40 by thongwriter in Longstoryเรไรยังมีชีวิตอยู่ เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นคนเดียวกัน อัสสุ ครุ่นคิดอยู่ในใจ ไม่มีทางที่ลิลลี่ กับเรไรจะเป็นคนเดียวกัน ความเปลี่ยวเหงา เข้าครอบคลุมจิตใจ ของอัสสุ อย่างไม่รู้ตัว หัวใจของเขาดูหวิวๆ เขาอยากตามหาเธอ ตามหาเรไร อยากคุยกับเธออยากรู้ความจริงจากปากเธอว่า ลิลลี่ เป็นใครที่เธอไม่รู้จัก และไม่มีทางเป็นคนๆ เดียวกัน ก็วันนี้เขาและเธอยังนอนเคียงข้างกัน จนหลับไปด้วยกันอย่างมีความสุข
“น้านวล แกรู้จักกับพวกที่ส่งผู้หญิงไปทำงานเมืองนอก” นิรุจ ยังเล่าต่อ “ แกได้หัวคิว ถ้าหาผู้หญิงได้”
“แสดงว่าน้านวล แกหลอกผู้หญิงไปขายใช่ไหม” คราวนี้กัณฑ์ ทำท่าไม่พอใจ น้านวลขึ้นมา
“ทีแรกฉันก็คิดแบบนั้นนะแต่ แกว่าแกไม่ได้หลอกนะ คุณลิลลี่เขาอยากไปเอง” นิรุจ พยายามเรียกอย่างเพราะๆ
ตอนที่เอ่ยชื่อที่ ทุกคนก็มองซ้ายมองขวาไปด้วย
“นั่นแหละน้านวล ก็เลยส่งไป”
“อ้าว ก็เต็มใจไปแล้วทำไม ต้องตามมาหลอกแกด้วยละ” กัณฑ์ถาม และมองหน้านิรุจที อัสสุที อย่างจะขอความเห็น แต่ไม่มีใครมีให้ “หรือว่าน้านวลแกหลอกเขาไปแล้วมาโกหกเรา”
“ก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะน้านวลแกอยากให้ แกดูดีในสายตาพวกเรา” คราวนี้อัสสุ แทรกขึ้นมาบ้าง
ทั้งสามรออยู่ในห้องนั้นนานมากแล้วก็ไม่เห็นมีใครเข้ามาอีก เลยพยายามออกไปคุยกับลูกเรือหลายคน ก็ไม่เป็นผล
ไม่มีความคืบหน้าอะไรเพิ่มเติม
“ไปทำงานเราบ้างดีกว่า” กัณฑ์เสนอขึ้น
“ก็ดีเหมือนกัน ไปเก็บตัวอย่างเสียหน่อย เดี๋ยวเผื่อเจ้านายโผล่มาตรวจงานแล้วจะไม่ดี”
ทั้งสามจึงพากันเดินออกไปนอกเก๋งเรือพร้อมด้วยเครื่องมือ การเก็บตัวอย่าง อัสสุ ให้สัญญาณกับคนขับเครน ให้
วาง แกร็ป ลงข้างๆ ระวาง แล้ว อัสสุเป็นคนปีนขึ้นไปตัก ถ่านหินที่อยู่ภายใน โดยมีกัณฑ์ เป็นคนถือถุงตัวอย่าง และนิรุจ เป็นคนถ่ายภาพ ได้ตัวอย่างสินค้า ตามที่ต้องการก็ไประวางอื่นต่อ ใช้เวลาไม่นาน พวกเขาก็เก็บจนครบทั้งห้าระวาง และมานั่งพักเหนื่อยกันอยู่หัวเรือ
“อัสสุ ตกลงแกเจอ แฟนเก่าแกแล้วหรือยัง” นิรุจ เปิดประเด็นขึ้นมาเฉย อัสสุยังไม่หายเหนื่อย จึงได้แต่อ้าปากค้าง
ไม่ได้พูดอะไร
“อะไรวะ แฟนเก่าเอ็งมาทำอะไรบนนี้” กัณฑ์ รู้สึกงงๆ เพราะตามเรื่องนี้ไม่ทันเขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย
“ก็อัสสุ มันบอกว่ามันเห็นแฟนเก่า มัน มาทำงานบนเรือนี่แหละ”
“เหรอ เลิกกันไปนานหรือยัง”
“ก็ห้าหก ปีได้แล้ว ตอนยังอยู่ด้วยกันใหม่ ๆ เป็นผู้หญิงเรียบร้อย น่ารัก แต่พอเลิกกันแล้วกลับกลาย เปลี่ยนไปเป็น
คนละคนเลยวะ” นิรุจ เสริมเติมขึ้น
“แล้ว เป็นไงวะเพื่อน ตัดใจจากหล่อนหรือยัง ... คนไหนละ ว่างๆ ชี้ให้ดูบ้างนะ.” กัณฑ์ จ้องหน้าอัสสุ
“อือ ฉันเจอเขาสองครั้งแล้ว ตัดใจได้หรือยัง บอกไม่ถูก” อัสสุพยายามจะตอบคำถามเพื่อนให้ครบทุกคำถาม
“พูดแบบนี้ก็แสดงว่ายังรักเขาอยู่ละสิ” กัณฑ์ แทรกขึ้นมาทันทีอย่ารู้ใจเพื่อน
“มันจะเลิกรักได้ไง เมื่อคืนมันยังบอกอยู่เลยว่า จะขอให้เขากลับมาอยู่ด้วยกัน” คราวนี้กัณฑ์มองหน้าทั้งนิรุจ และ
อัสสุ
“ทั้งๆที่รู้ว่าเขาทำอาชีพอะไรนะหรือ” อัสสุ ไม่พูดได้แต่พยักหน้าแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น กัณฑ์จึงว่าต่อ “
ทำไมไม่คิดมองคนใหม่ เลิกกันมาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ ผู้หญิงบนฝั่งยังมีดีๆ อีกเยอะแยะ”
อัสสุถอนหายใจ ไม่รู้จะพูดอะไร แต่เขาก็เอ่ยขึ้นว่า “ผมจะไม่รับรักใครอีก ถ้าผมยังไม่หยุดรักเธอ” คำพูดลอยๆ
แบบจริงจังของเขา
“อ้าวแล้วไง แล้วแกจะอยู่คนเดียวไปยันแก่เหรอ ถ้าเธอไม่กลับมาอยู่กับแกอีกเลย” นิรุจคัดค้านอย่างเป็นห่วงเพื่อน
เขานิ่งเงียบไปอย่างครุ่นคิด พักหนึ่งจึงตอบเพื่อนๆ ไปว่า “วันข้างหน้าผมยังไม่รู้หรอกแต่วันนี้ ผมหยุดรักเธอไม่ได้
จริงๆ” แล้วอัสสุ ก็ลุกเดินหนีไป ทางท้ายเรือ เพราะเขาไม่อยากคุยเรื่องนี้กับเพื่อนๆ อีก
เมื่ออัสสุเดินห่างออกไป กัณฑ์ จึงหันมาพูดกับนิรุจ
“มันต้องได้เรียนวิชาเพิ่มเติมอีกเยอะ”
“วิชาอะไรของเอ็งวะไอ้กัณฑ์”
“เคล็ด วิชาเขาว่าไว้ ... เกิดเป็นชายควรหมั่นขยันฟัน.... ไม่ใช่มาบ้าคลั่งอันอิสรตรีเพียงนางเดียว...”
“ถุย สักวันจะป่วยไข้ พากันร้องระงม ระบมเอดส์ นะสิ..ไอ้เวร” นิรุจ ยังมีใจต่อกลอน เห่ยๆร่วมกันกับ เพื่อน แล้วทั้ง
สองก็พากันหัวเราะ
“อ้าว แล้วเอ็งจะให้ เพื่อนเรามัน โดนผู้หญิงหลอกอยู่อย่างนี้เหรอ”
“แกรู้ได้ไงว่าเขาหลอก”
“โธ่ ผู้หญิงพวกนี้ หากเราไปจริงจังด้วย เราจะไว้ใจได้สักเท่าไร เดี๋ยวแม่ก็เร่ ไปหาคนอื่น แล้วยิ่งต้องมาทำงานห่าง
บ้านทีนานๆ แบบพวกเราด้วย”
“อ้าวนึกว่าแกชอบเห็นไปก้อล้อก้อติด อยู่แทบทุกวัน”
“ชอบนะชอบ ตัวเมียนะกูชอบทั้งนั้นแหละ แต่หากต้องจริงจังถึงคำว่ารักนี่ ไม่มีทางหลอกเว้ย”
“ชาตินี้เอ็งคิดจะจริงจังกับผู้หญิงบ้างไหมไอ้กัณฑ์”
“จริงจังสิ จริงจังกับทุกคนแหละ” กัณฑ์ ฉีกยิ้มน้อยๆอย่างเจ้าเล่ห์
“ถุยๆ ไอ้กะล่อน ไม่พูดด้วยแล้วหาสาระไม่เคยได้ สักวัน เถอะแกจะไม่เหลือใคร แล้วคนที่แกได้มานะมันจะเป็นยิ่ง
กว่า ที่แกกลัว เพราะแกไม่จริงใจกับใคร คนที่มีความจริงใจด้วยเขาก็จะหนีแกไปหมด. “ นิรุจยังว่าต่อ “แล้วนี่เอ็งเคยโดนแมลงกัดแล้วเป็นผื่นเป็นเม็ดตุ่มใสๆ ตามตัวบ้างไหม”
“ก็เคย ทำไม”
“มันแสบไหมละ”
“ก็แสบสิวะถามทำไม”
“มันแสบไม่เท่าไรหรอก แต่หากเอ็งเป็นเอดส์นะ มันจะมีตุ่มใหญ่ๆ กว่านั้นนะขึ้นเต็มตัวเต็มหน้าเอ็งไปหมดแหละ
เม็ดใหญ่ๆเป้ง ๆ ตุ่มใสๆๆนะ นึกภาพออกไหม” นิรุจ พูด ด้วยใบหน้าจริงจังเขาหาโอกาส จะอบรมเจ้าจอมกะล่อนนี่มานานแล้วได้จังหวะต้องเอาเสียหน่อย
“อ้าวๆ อยู่ดี ๆมาแช่งกูทำไมวะเพื่อนกันนะเนี่ย เพื่อนกัน” กัณฑ์ เอะอะโวยวายขึ้นมาทันทีเลยนิรุจ ไม่ได้อยู่ต่อปาก
ต่อคำด้วยเขาเดินหนีห่างออกไป ทำให้กัณฑ์ยืนอยู่คนเดียวตรงนั้น กับถุงตัวอย่างจำนวนหนึ่ง
“อ้าวเฮ้ย แล้วใครจะแบกถุงพวกนี้ไปท้ายเรือวะ ซวยเลยกู” กัณฑ์ ต้องยกถุงเหล่านั้น ไปแอบซ่อนหลบฝนเอาไว้
แล้ว ก็ยกไปแต่เพียงบางส่วน เขาเลือกใต้เครนหนึ่งตรงแถวหัวเรือใหญ่ มีช่องทางเข้า เล็กๆ แคบๆอยู่เขาจึงขนไปวางไว้ และก็บ่น “เสียรู้ไอ้พวกนี้จนได้วะเรา ในขณะที่เขาขนของอยู่นั้น มีลมเย็นๆ พัดมา เข้าที่ต้นคอจนเขา ขนลุกตั้งชัน แล้วยังมีเสียงหญิงสาวที่ลากยาวก้องกังวานอย่างประหลาด
“เจ้าชู้....... มากนัก.........ระวังจะเจอดีนะ”
“เฮ้ย” กัณฑ์ มองซ้ายมองขวา หาต้นเสียง ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น เลยเขาท่าไม่ดี แล้วจึงวางถุงตัวอย่างลงแล้ว เดิน
ห่างออกมา ตรงที่แจ้ง
“กลางวันแสกๆ เลยนะคุณลิลลี่” เสียงชายหนุ่มสั่นๆ กระตุกๆๆ ขนแขนตั้งชัน ตอนนี้เขาออกมายืนอยู่ที่แจ้ง โล่งข้าง
ระวางค่อยๆ มองไปยังใต้เครนเห็น ภาพลางๆ ขาวเข้มประกอบกันเป็นรูป ของหญิงสาว เอวบางในชุดกางเกงขาสั้น ผมยาวปกคลุมใบหน้า กัณฑ์ กลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก
“ใครมันมาแกล้งกูหรือเปล่าวะ” กัณฑ์ ยังไม่อยากเชื่อว่าเขาจะเจอดีเข้าแล้ว แต่เขาก็ตัวสั่นๆ เอามือเกาะลูกกรงข้าง
เรือ ขาแทบจะไม่ยอมขยับ แต่ตายังจดจ้องไปที่หญิงสาวคนนั้น เธอเงยหน้า ขึ้น กัณฑ์เห็นเต็มสองลูกตา เห็นความสยดสยองเหนือคำบรรยาย เขาทนไม่ไหวหวีดร้องเสียงดังลั่น ไม่ต่างจากผู้หญิงแล้ว หันหน้าวิ่งเลิกลักไปยังท้ายเรือ บนเรือใหญ่ พื้นเรือเป็นเหล็ก ตลอดทั้งลำไม่เหมาะกับการมาวิ่งเล่นเป็นอย่างยิ่ง พื้นบางช่วงก็ลื่นไถล ล้มไม่เป็นท่าแต่โชคยังดีที่หัวไม่กระแทกพื้น เขายังลุกขึ้นมาได้ คนงานปากระวางที่ทำงานตรงนั้นหลายคน ไม่รู้เรื่องเห็น กัณฑ์ร้องเสียงหลงวิ่งมาก็พากันวิ่งตาม ลูกเรือเข้ามาช่วยกันจับกัณฑ์เอาไว้แล้วถามหาสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น กัณฑ์ ทั้งหอบทั้งยังไม่หายเหนื่อย สลัดจากลูกเรือตรงไปหา น้าเวก
“น้าเวกๆ ต้องช่วยผมนะ ผมโดนมาเต็มๆ เลย” เวกเข้าใจความหมายของกัณฑ์ เขาได้แต่กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลง
คอ เขาจะช่วยได้อย่างไร ละ เขาไม่ใช่ หมอผี เป็นเพียงแค่จินเต็ง เท่านั้น
อัสสุ กับนิรุจเข้ามาสมทบ กับ กัณฑ์ ที่ยังนั่งหน้าตาตื่น ขนลุกตั้งไปเกือบทั้งตัว หายใจหอบไม่ยอมหยุด สายตาเลิก
ลัก นวล และคนงานอื่นๆ พากันหวาดกลัวไปด้วย
“มันเล่นกันกลางวัน แสกเลยเหรอ” ลุงเบิ้ม บ่นพึมพำ เพราะเสียงร้องของกัณฑ์ ตอนนี้ทำให้ปากระวางวิ่งตามเขา
มาด้วยความกลัว และหน้างาน ตอนนี้เครน ทุกตัว หยุด ชะงักกันหมดมือวินบางคนปีนลงจากแท่นเครน ด้วยความหวาดกลัว อย่างไม่รู้สาเหตุ
“ไม่ไหวแล้วน้าเวก ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วมั้ง” คนงานคนหนึ่งพูดขึ้น
“ทำอะไรวะ กูไม่ใช่หมอผีนะ” เวกชักเหลืออดทนไม่ไหวแล้ว เขาเป็นชาวบ้าน ธรรมดาเป็นเพียงแค่จินเต็งไม่ได้รู้เรื่อง
ผี เรื่องสางอะไรเลยนี่น่า สิ่งใดที่รู้ก็ทำแล้ว ขอขมา และไหว้ ระวางไหว้ผี ไหว้เจ้า เขาทำจนครบหมดแล้วมีอะไรอีกละที่เขาต้องทำ
ทุกคนเงียบไปตอนนี้งานการสะดุดหยุดกึกขึ้นมาเฉยๆ คนงานหญิงแก่ๆบางคน ก็เอายารมยาหม่องและน้ำ ให้ กับ
กัณฑ์ ดื่มกินไปตามเรื่อง
เวกกำลังครุ่นคิดถึงการถอนตัวกลับ ของคนงาน หากเขายกคนงานลงเรือด้วยสาเหตุเรื่องผี คนที่บริษัทมันจะเชื่อเขา
เหรอ และนั่นอาจเป็นผลให้เขาต้องตกงานไปเลยด้วยซ้ำ อนาคตในอาชีพการงานเขาก็ต้องบันไลย กับเรื่องแค่นี้เป็นแน่ เขาจึงตัดสินใจ
“ไปๆๆกับไปทำงานไม่มีอะไรแล้ว” เขาใช้อำนาจ และเสียงอันดัง ดุดัน ข่มขู่ ดูสิ ว่าผี กับเขาใครจะทำให้พวกคนงาน
กลัวได้มากกว่ากัน ได้ผลอยู่บ้างคนงานที่ยังเข้ากะอยู่ก็ทยอยกับไปทำงานกันต่ออย่างเชื่องช้า เสียเหลือเกินเพราะบางคนอิดออดไม่อยากทำ เวกต้องสั่ง ยี่คิ้ว หรือผู้ช่วยของเขาให้ไปไล่กวดให้พวกมือวินขึ้นประจำที่
“นี่พ่อหนุ่ม คุณไปเห็นที่ไหน” เวกหันมาถาม จุดที่เกิดเหตุ เขาจะได้เตรียมเครื่องเซ่นไหว้ไปไหว้เสียตรงนั้น เห็น
ตรงไหน ไหว้ตรงนั้น ความคิดเขาในตอนนี้ทำได้แค่นี้
นิยาย : เธอผู้รอคอยการปลดปล่อย ตอน 7
posted on 08 Sep 2009 00:16 by thongwriter in Longstoryตอนที่ 7
“ฉันหาที่ทำแท้งได้แล้ว” วันหนึ่ง เรไรก็พูดกับอัสสุ
“เธอจะทำอย่างนั้นจริงๆเหรอ” สายตาวิงวอนของอัสสุไม่มีความหมายต่อเธอ ดวงตาของเรไรฉายแสงแห่งความเด็ดเดี่ยว และเอาจริง
“ชีวิตเรายังไม่พร้อมที่จะมีลูกมีครอบครัวนะอัสสุ” เรไรสรุปเอาสั้น อัสสุไม่มีความเห็นอะไรอีก เขาจึงนำสร้อยของแม่เขาที่ขโมยมาด้วยไปขาย เอาเงินไปให้เรไร ทำแท้ง เด็กในท้องยังไม่ถึงสามเดือนดีมันจึงง่าย ง่ายในการทำ และง่ายทั้งการตัดสินใจ แต่ก็ทำให้เรไรต้องนอนซมอยู่กับบ้านไปอีกหลายวัน
“แล้วเธอจะเอาอย่างไรต่อไป จะกลับบ้านหรือเปล่า”
“ไม่ฉันไม่กลับไปให้ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันข่มขืนฉันอีก”
ก็นับว่าเป็นคำตอบที่อัสสุเองก็รับได้ถ้าเธอจะกลับเขาคงไม่ห้ามเธอ แต่เขานะกลับไม่ได้แล้ว เขาตัดสินใจก้าวเดินออกมาแล้วจะไม่หวนย้อนมันกลับไปอีก ไม่สามารถเพียงพอที่จะกลับไปเผชิญกับพ่อและแม่ เขาไม่กล้าหาญพอที่จะเผชิญหน้ารับผิดกับพ่อและแม่ของเขา เขาต้องเดินหน้าหากจะกลับไปต้องไปพร้อมกับความสำเร็จในชีวิต
ไม่นาน เรไร ก็ฟื้นกลับมาแข็งแรง เธอได้ทำงานในร้านอาหารเป็นเด็กเสิร์ฟ อยู่ที่เดียวกันกับ เขา
ชีวิต คู่ของเขากับเรไร ไม่ได้หวานซึ้งกินใจ อย่างที่อัสสุ ใฝ่ฝัน แต่มันเป็นความขมขื่น ของทั้งสองคน ในคืนหนึ่งหลังเลิกงาน ที่ร้านอาหาร เวลาจะตีสามอยู่แล้วนั้นเอง
คู่รัก หนุ่มสาว เดินเคียงคู่กันมาอย่างเหน็ดเหนื่อย มาจนถึงปากซอยเข้าบ้าน ปกติจะยังคงมี มอเตอร์ไซค์รับจ้างหลงเหลืออยู่สักคันหรือสองคัน อยู่เป็นประจำแม้จะดึกแค่ไหนก็ตามแต่วันนี้ไม่มีรถเลย พวกเขาต้องเดินเข้า อาจจะเป็นเพราะฝนเพิ่งหยุดตก พวกเขาเลยหนีเข้าบ้านนอน ตอนนี้น้ำท่วมขังเฉอะแฉะ เรไร ในชุดกระโปรงสั้น สีดำเสื้อเชิตสีขาว ดูคล้ายๆ กับนักศึกษาแสนสวยคนหนึ่ง เธอพยายามกระโดดหลบล่องน้ำไปมา เสียงหัวเราะสลับกับเสียงร้อง เวลาเธอเผลอเดินย่ำไปบน น้ำขังอยู่ตามพื้น แสงไฟข้างทางส่องสว่างไม่มีอะไรหน้ากลัวสำหรับ สองหนุ่มสาว
ขณะที่เดินมาได้ถึงกลางซอยเริ่มจะเปลี่ยวมากขึ้นไม่ค่อยมีบ้านคนอยู่ย่านนั้น วันนั้นอัสสุจดจำภาพเหล่านั้นไม่มีวันลืม ชายสามคน เดินตรงอาดๆ เข้ามา
“ไปไหนจ๊ะน้องสาว” หนึ่งในสาม พุ่งตรงดิ่งมาขวางหน้า เรไร โดยไม่สนใจ อัสสุที่ยืนอยู่ข้างๆ เรไรไม่ตอบ พยายามจะเอี้ยวตัวหลบ และจะเดินหนีออกมา อัสสุ จึงพยายามจะรีบดึง เรไรออกมาจากตรงนั้น แต่เหมือนสามคนนั้น ตั้งใจมาแล้วว่าจะต้องทำอะไรกับเธอ
“เฮ้ยไอ้น้องแฟนมึงเหรอว่ะ น่ารักดีนี่หว่า ขอพวกกูคุยด้วยหน่อยได้เปล่า” เป็นภาพแห่งเศร้าเมื่อครั้งช่วงวัย เพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มของเขา เขายังไม่พ้นช่วงเด็กชายเลยด้วยซ้ำร่างกายผิดกับสามคนนี้ อย่างมาก เรไรก็เป็นเพียงเด็กสาว ตัวเล็ก แต่อย่างไรเธอก็เป็นคนรัก ของเขา เขาจะปกป้องเธออย่างสุดชีวิต ความชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้น สองคนชุดกระฉากลาก เรไร เข้าป่าข้างทาง อีกคนตัวสูงใหญ่หนวดเคราดูรุงรัง นัยน์ตาโหดเหี้ยมอำมหิต สายตาแบบนั้น อัสสุไม่มีวันลืม แต่เขาไม่เคยกลัว กระโจนเข้าใส่ มันอย่างบ้าคลั่งแต่ไม่มีทางที่จะสู้กับมันได้ไม่นานมันก็เตะเข้าที่ชายโครง จนเขาจุกและตัวงอโก่งตัว แต่ก็ยังแข็งใจวิ่งไปหาเรไร แต่ไอ้หนวด ตามมาจิกกระชาก ร่างของเขาจนรอยลิ่วไปนอนกลิ้งอยู่กลางถนน และมันตรงดิ่งเข้ามาเตะซ้ำเขาอีกหลายครั้งจน อัสสุ สลบไป ไม่รู้ว่านานเท่าไร
“อัสสุเป็นอะไรหรือเปล่า” เรไรนั่นเอง หล่อนร้องเรียกเขาอย่างหวาดกลัว ชายหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นสภาพเสื้อผ้า และความยับเยินบนตัวหล่อน แล้วได้แต่ร้องไห้
เขาพาเธอหนีมาจากนรกหนึ่ง แต่กับต้องมาเจอกับนรกอีก นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ของพวกเขา เขาและเธอทำได้แค่นอนร้องให้อยู่กันแต่ในห้องไม่ออกไปไหนอีก
เรไร นอนขดตัว ร้องไห้อยู่แต่ภายในห้องหันหน้าเขาสู่ข้างฝา ไม่คิดที่จะหันมามอง อัสสุเลย ชายหนุ่มเฝ้าเพียรปลอบประโลม อยู่ข้างๆ ตัวเขาเองก็เจ็บใจที่ไม่สามารถจะปกป้องคุ้มครอง หญิงคนที่เขารักได้
แม้วันเวลาผ่านไปแต่ ความบอบช้ำในใจของทั้งสองคนไม่ได้ถูกลืมเลือนลงง่ายๆ อัสสุไม่ได้รังเกียจ อะไรในตัวเรไร เขายังคงดูแล และสงสารเรไรมากขึ้นกว่าเก่า ทั้งด้วยความรัก ความสงสารและการสำนึกผิด แต่นับวันเรไร ยิ่งตีตัวออกห่าง หล่อนลากออกจากที่เก่า ไม่ได้ทำงานเป็นเด็กเสิรฟอีกโดยไม่ออกอะไรกับ อัสสุ เขามารู้ทีหลังว่าหล่อนไปเป็นนักร้องอีกห้องอาหารอีกฝากถนน
“ทำไมเธอถึงทำแบบนี้”
“ทำไมละอัสสุ ก็เป็นนักร้องคาเฟ่มันผิดตรงไหนเหรอ”
“มันไม่ผิดหรอก แต่ว่าฉันทนไม่ได้ที่ต้องเห็นเธอไปนั่งให้ไอ้พวกนั้น มันกอดมันล้วงแบบนั้น”
“แล้วทำไมละฉันก็ได้เงินมา ก็ยังดีกว่าเสียให้ไอ้ผู้ชายพวกนั้นไปฟรีๆ แหละว่ะ” หล่อนระเบิดอารมณ์ ออกมา โดยไม่แคร์ต่อความรู้สึกของ อัสสุอีกแล้วมันจะมีค่าอะไรที่จะต้องมาใส่ใจกับผู้ชายที่ช่วยเหลืออะไรเธอไม่ได้ ทำให้ ทั้งสองคนเริ่มมีปากเสียงกันบ่อยขึ้น แต่สุดท้ายก็เป็น ผู้ชายอย่างอัสสุที่ต้องเงียบลง
แสงแดดยามสายเริ่มแรงกล้า สาดส่องเข้ามายังเปลที่อัสสุนอนอยู่ อัสสุสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพียงลำพังเขามไปยังอ้อมแขนที่ยังคงกางออกตอนนี้ไม่มี แม้เงา ของเรไรหล่อนหายไปอีกแล้ว แต่แค่ได้กลับมาเคียงข้างกัน และอยู่ในอ้อมแขนของกันและกัน แม้เพียงน้อยนิด เขาก็มีความสุขแล้ว
“เฮ้อ ลืมขอเบอร์โทรอีกแล้ว” อัสสุบ่นลอย แล้วลุกขึ้นทั้งๆที่ยังงัวเงีย ยังไม่ตื่นดี “ทำเป็นบอกเราว่าไม่กลัวใครมาเห็นแต่ก็อยู่กับเราแค่พักเดียวเอง” เขาเดินกลับไปสมทบกลับกลุ่มคนงานที่ด้านท้ายเรือ นิรุจ กัณฑ์ ลุงเวก ลุงเบิ้ม ยืนคุยกันอยู่อย่างออกรส ที่ตรงนั้น เดาได้ทันทีเลยว่าต้องไม่พ้นเรื่องผี อัสสุ เองก็กลัว ไม่ใช่ว่าไม่กลัว แต่โชคของเขายังดีที่ยังไม่เจอจะๆ ตา ตอนนี้คงไม่ต้องบอกคนอื่นแล้วมั้งว่าตรงครัวนั้น เขาถ่ายรูปเอาไว้ก่อนขึ้นเรือด้วยกล้องดิจิตอลที เพราะเขาเห็นผู้หญิงอยู่ตรงนั้นแต่ว่าพอเขา กดดูรูปที่ถ่ายไว้แล้ว เขาตั้งใจจะซูมให้ชัดๆ ให้เห็นหน้า ... อัสสุคิดถึงตรงนี้เขาก็ได้แต่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ผู้หญิงที่เขาเห็นเขาคิดว่าต้องเป็นผี เพราะรูปที่ถ่ายมันไม่ติด แต่ว่าตอนนั้นเขาว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าเหมือนเรไร ชายหนุ่มส่ายหน้าเป็นไปไม่ได้หรอก เขาคงมั่วไปเอง อาจจะเป็นเรไรมายืนอยู่ตรงนั้นจริงแต่พอเขาถ่ายรูป แล้วเธอเดินหลบไปพอดี อัสสุพยายามคิดอย่างเข้าข้างตัวเอง
“ก็น้านวล แกบอกแล้วนี่น่าว่าผีตนนั้นต้องเป็น คุณลิลลี่” เขาพูดออกมาอย่างลอยๆ พยายามเรียกคุณผีอย่างไพเราะ ที่สุดเพราะกลัวว่าถ้า ผีสาวใจร้ายนั่น ได้ยินสิ่งที่เขาคิดแล้วไม่พอใจอะไรขึ้นมาเขาก็แย่เหมือนกัน คิดไปคิดมา ขนชักจะตั้ง อัสสุ จึงเดินปรี่ไปรวมกับกลุ่มเพื่อนๆ
“หายตัวอีกแล้ว ไปไหนมาวะ” นิรุจ เปิดประเด็นก่อน
“ขึ้นไปนั่งเล่นบนเปล เผลอหลับไป โธ่เมื่อคืนกว่าจะได้นอน”
“เออ ไม่เป็นไร แล้วนี่เอากล้องออกมาด้วยหรือเปล่า” อัสสุพยักหน้ารับกล้องอยู่ติดกระเป๋า ข้างของเขาตลอดเวลา “ทำงานกันหน่อยเช้านี้ เดี๋ยวไปถ่ายสภาพสินค้าในระวางนะ แล้วก็ตรวจดูสภาพโป๊ะแต่ละลำด้วย อย่าให้มีพวกเศษไม้ เศษขยะอะไรอยู่ละ”
“ครับ” อัสสุ รับคำอย่างล้อเลียน แม้นิรุจ ไม่ใช่หัวหน้าสาย แต่เขาก็จัดเป็นอาวุโสงานกว่าจึงมีสิทธิ์ เต็มที่ในการใช้รุ่นน้องอย่างเขา แล้วอัสสุก็หันไปถาม น้าเวก “น้าเวกครับ แล้วน้าเวกกะไว้กี่วันครับ”
เวกถอนหายใจก่อนจะตอบ “ กะไม่ถูกเหมือนกัน เครนมันช้ามากเลย แล้วยังเสียบ่อยอีก สงสัยว่าไม่ตำกว่าอาทิตย์หนึ่งละงานนี้”
“แย่จริงๆ เลยเรา สงสัยกว่าจะเสร็จงานคงได้เจอกันเข้ากับตัวเองบ้างละ” คราวนี้เป็นนิรุจ ที่บ่นๆ ออกมา “อ้าวๆ ไปถ่ายรูปก่อนเดี๋ยวช่วงบ่าย ฉันจะเล่าเรื่อง น้านวลให้ฟัง”
“ครับๆ” อัสสุ ตอบรับคำของ เพื่อนรุ่นพี่ อย่างอารมณ์ดี นิรุจเองก็ทำตาปริบอย่างงงๆ
“เมื่อวานมันยังซึมๆ อยู่เลยทำไมวันนี้ มันยิ้มร่าจังเลยวะ” นิรุจ หันไปมองหน้ากัณฑ์ อย่างงงๆ
“ไม่รู้อย่างไปสนใจมันเลย กูว่ามึงกับกูไปหา ไอ้ชิพกันดีกว่า”
“เออ ก็ดีเหมือนกัน” แล้วทั้งสองก็เดินแยกตัวกับน้าเวก เข้าไปยังเก๋งเรือ ไปหาชิพ อ็อฟเซอร์ (หรือต้นเรือ) ผู้เป็นหัวหน้าลูกเรือลองจากกัปตัน พวกเขาคาดกันว่าจะต้องได้อะไรดีๆ จากเรื่องนี้แน่ๆ
อัสสุ ใช้เวลาไม่นานกับการถ่ายรูป รอบๆ เรือใหญ่ เขาอยากรีบๆ เข้าไปในเก๋งเรือไปตามหา เรไร เขาอยากได้เบอร์โทรของเรไร จะได้คุยกัน จะได้ตามตัวเธอมาได้ทุกครั้งที่เขาอยากเจอ อัสสุปีนขึ้นข้างระวางเรือ ถ่ายรูปถ่านหิน ในระวางซึ่งยังมีเหลืออยู่อีกมาก
“ดีเหมือนกัน เสร็จช้าๆ เราจะได้มีโอกาสคุยกับเธอให้รู้เรื่อง” อัสสุบ่นลอยกับตัวเองในขณะที่เดินไปตามระวางต่างๆ ตั้งแต่ ระวางที่ห้าไล่ไปจนถึงระวางที่หนึ่งทางหัวเรือ ถ่านหินล็อตนี้มีลักษณะเปียกชื้น จึงทำให้ไม่มีฝุ่นมากนัก และไม่ค่อยฟุ้งเท่าไร ยังพอเดินไปรอบๆ รับกับลมเย็นๆได้อย่างสบาย
โป๊ะที่เทียบอยู่ตอนนี้แน่นขนัดเพราะคนจัดโป๊ะเรียกมาออกันเต็มข้างเรือใหญ่ โชคดีที่วันนี้คลื่นลมไม่แรงมากนัก แต่ละโป๊ะจึงอยู่กันได้ไม่โวยวาย กัน สรั่งบางลำไม่รู้จะทำอะไรก็เริ่มออกมาตกปลา อัสสุไม่รู้หรอกว่าสรั่งตกเพื่อไว้เป็นเสบียงอาหาร หรือว่าตกเล่น แก้เซ็ง ตอนที่ยังไม่มีอะไรทำกัน เพราะยังไม่ถึงคิวตัวเองจะได้ลงสินค้า ลำที่ทำอยู่ก่อนหน้าก็เสร็จช้าเหลือเกิน
อัสสุ เดินผ่าน เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงข้างระวาง คนงานที่ยังไม่มีประสบการณ์ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการเป็นปากระวาง มีหน้าที่คอยให้สัญญาณกับคนขับเครน ว่าจะต้องเปิดแก็บ ปล่อยสินค้า ลงไปในโป๊ะตรงไหนไม่ให้หกหล่นหรือ ว่าไปโดนข้าวของอื่นๆ บนโป๊ะจนเกิดความเสียหาย และคอยให้สัญญาณต่างๆ เท่าที่จำเป็น มีโอกาสดีๆ ก็จะได้ขึ้นไปหัด เป็นคนขับเครน แต่วันนี้เครนมันอืดและช้าทุกจังหวะ เหมือนคนชราที่ต้องค่อยๆ เยื้อย่างกันไปทีละก้าว เด็กหนุ่ม รู้สึกเบื่อหน่ายจึงนั่งหงอยเหงา อยู่ข้างๆ เรือ บางครั้งก็แอบหลับ จนแทบลืม ที่จะให้สัญญาณ พวกคนขับเครน หรือมือวิน ต้องบีบแตรเรียก อัสสุเดินผ่านไปพอดี เห็นเข้า
“เป็นไงไอ้น้อง เมื่อคืนไม่ได้นอนเลยเหรอ” เด็กน้อยลุกขึ้นรีบโบกไม้โบกมือ อย่างรนราน เพราะกลัวว่า ถ้า เซอร์เวย เอาเรื่องที่เขาหลับไปฟ้อง น้าเวก แล้วเขาคงโดนตัดเงินแน่ๆเลย แต่อัสสุไม่ได้สนใจเพราะไม่ใช่หน้าที่ของเขา หน้าที่ของอัสสุอยู่ที่สินค้า เป็นหลัก
อัสสุทำงานจนเสร็จเรียบร้อย ภารกิจ เล็กๆ น้อยๆ ยามเช้าของเขาหมดแล้วกว่าจะว่ากันอีกทีก็เย็นๆ ค่ำนู่นแหละ ตอนนี้แดดมันแรงกล้าขึ้นทุกทีเขาจึงไม่อยากอยู่นาน จึงรีบจ้ำเข้าสู่บริเวณเก๋งเรือ เพื่อไปสมทบกับ นิรุจ เขาเองก็อยากรู้เรื่องราว ต่างๆ บนเรือลำนี้เหมือนกัน
ในห้อง Ship office เป็นห้องทำงานของทางเรือที่เอาไว้ เวลามีเจ้าหน้าที่จากฝั่งมาติดต่อเรื่องธุระการงานมีโต๊ะยาวตั้งอยู่ตรงกลางห้องพอดี ตามแนวนอนจากซ้ายไปขวา และด้านข้างทางขวา เป็นโต๊ะแบบยึดติดชิดขอบข้างฝามีเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสามเครื่อง กับโน๊ตบุ๊กส่วนตัวของ ชิฟอ้อฟฟิตเซอร์
นิรุจ และกัณฑ์ ยังนั่งกันอยู่เพียงสองคน ไม่มีใครในห้องนั้น อัสสุ เข้าไปสมทบ
“อ้าว ได้เรื่องหรือยัง”
“ยังเลย ไอ้ชิพ ยังไม่มาเลย” นิรุจตอบ ทั้งสามยังนั่งทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่ได้ไม่นาน second officer ก็เข้ามา ถ้าเป็นเรือไทยจะเรียกันกว่า สองโอ แต่เป็นเรือต่างประเทศ ลูกเรือเป็นชาวต่างชาติ พวกอัสสุ มักเคยปาก จะเรียกเขาเพียงสั้นๆ ว่า “เซคัน” คนนี้จัดเป็นลองจากชิพ จึงถือว่าน่าจะมีข้อมูลอะไรดีๆ เรื่องนี้เป็นแน่ นิรุจ จึงกุลีกุจอ ลุกขึ้นไปหาทันที และเปิดประเด็นคุยกันเรื่องผีๆ แบบนี้
“นี่เรือคุณนะมีเคยมีคนตายใช่ไหม” ลูกเรือคนนั้นส่ายหน้า ด้วยใบหน้าบึ้งตึงเหมือนไม่อยากพูดถึงแล้วก็รีบเดินหนีไปทันที
“เฮ้ยมันอะไรกันวะเนี่ย” กัณฑ์เองก็งงๆ กับพฤติกรรมลูกเรือส่วนใหญ่ที่พยายามจะบ่ายเบี่ยงถึงเรื่องนี้และไม่ยอมพูดถึง อะไรเลย
“หรือว่าการตายของผู้หญิงบนเรือลำนี้ต้องมีเงื่อนงำอะไรเสียแล้วสิ” นิรุจ ทำท่าครุ่นคิดอย่างหนัก
“แหมเอ็งก็ทำเป็นหนังสยองขวัญไปได้” กัณฑ์ หันมาต่อว่านิรุจน์ ขณะที่ อัสสุ ก็มองทั้งสองคนอย่างยิ้มๆ เรื่องของคนอื่นนี่นะ กระตือรือร้นอยากจะยุ่งกันเสียจริง
“อะไรยิ้มอะไรของเอ็งไอ้ อัส” เกือบจะทั้งสองคนที่หันมาโวยใส่ อัสสุ แต่เขาเปลี่ยนเรื่องทันที
“เออแล้วเรื่องน้านวลละ ว่าไงกัน” เข้าเป้าเลย โดนใจ นิรุจ ซึ่งเขาอยากจะเล่าอยู่แล้ว เลยยอมเปลี่ยนเรื่องอย่างง่ายๆทันที
“แหม ต้องใช้คารมกล่อมกันอยู่นานเลยละกว่าแกจะยอมเล่ามาได้” นิรุจเปิดเรื่องขึ้นมา
“แกเล่าว่า เมื่อหกปีก่อนนะ แกรู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง หนีตามผู้ชายมาจาก กำแพงเพชรมาอยู่ ในกรุงเทพ”
“ลิลลี่นะเหรอ” กัณฑ์ ขัดขึ้นมาทันที “ชื่อฝรั่งจ๋าอย่างนั้นนะนะ มาจากต่างจังหวัด”
“เออนั่นแหละ น้านวล แกว่าเดิมไม่ได้ชื่อนี้หรอกนะ ชื่ออื่น เธอจำไม่ได้แล้วเรียกกันชื่อนี้มานาน เลย จำได้แต่ชื่อนี้” นิรุจ เงียบไปพักหนึ่ง แล้วว่าต่อ “ เธอมาทำงานเป็นนักร้องอยู่ในคาเฟ่เดียวกันกับที่น้านวลเป็นแม่ครัวอยู่”
“โอ้โหน้านวล แกเป็นแม่ครัวตามคาเฟ่เลยเหรอว่ะไม่ธรรมดาเว้ย”
“เฮ้ยว่าไม่ได้นะ เพราะแกทำกับข้าวอร่อยเหมือนกันนะ” คราวนี้เป็นอัสสุที่ เสริมขึ้นมาเพราะ ทางเรือจัดอาหารที่กินมาให้แต่พวกเขาไม่ค่อยกินกับทางเรือมักจะมาหากินกับคนงานมากกว่า
“อ้าวนี่จะขัดกันอีกนานไหมจะฟังไหมเนี่ย” นิรุจชักฉุน ทั้งสองคนเลยได้แต่นั่งยิ้มๆ ไม่พูดอะไรอีก
“ลิลลี่ เป็นนักร้อง เสี่ยก็ติดมากเลย ก็ยังสาวยังสวยนี่นะ ตอนนั้นนะ ก็เลยเริ่มมีปัญหากับผัว ที่เป็นแค่เด็กเสิร์ฟ อยู่ร้านอาหารอีกฝากตรงข้ามถนน บ่อยขึ้นเรื่อยๆ” นิรุจหยุดเว้นระยะมองหน้าทั้งสองคนที่กำลังตั้งใจฟัง อัสสุ ชักสับสนกับเรื่องนี้ทำไม ลิลลี่ ถึงมีชะตากรรมคล้ายกันกับเขาหรือว่า .. ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเรไร ยังมีชีวิตอยู่วันนี้ หล่อนยังอยู่ในอ้อมกอดของเขา อ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุด อัสสุ ยังวนเวียนคิดเรื่องนี้อยู่หลายรอบ เป็นไปไม่ได้ หรอกนะ แม้ว่าตอนนี้หัวใจเขาเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำ แต่เขาก็ยังอดใจรอฟังต่อไป
“หลายครั้งที่เธอ มาบอกเล่าเรื่องราวระหองระแหงระหว่างเธอกับแฟน เพราะเขาไม่ชอบที่เธอทำงานแบบนี้ เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ จะให้มาทำงานหนักๆแบบผู้ชายได้ไงละ นั่นละคือปัญหาของทั้งสองคน”
“ผู้หญิงทำไมเป็นกันแบบนี้หมดนะ คิดถึงแต่ความสุข ความสบายแต่ในทางลัด” อัสสุ เปรยออกมา
“พูดดีๆ ไอ้อัสสุ เดี๋ยวคุณลิลลี่ แกได้ยินเข้าได้โดนหักคอกันหมด” นิรุจทำเสียงดุใส่ เพื่อนรุ่นน้อง ทำเอาอัสสุต้องเงียบลงทั้งกลัวเสียงของนิรุจ และยังกลัว ลิลลี่ด้วยนั่นแหละ ในขณะที่เขาก็ไม่วาย ที่จะหวนคิดไปถึง ช่วงเวลาที่หล่อนกลับมาบ้าน
“เรไร ทำไมวันนี้กลับเช้าเลย”
“ก็มันมืดตีสามแล้ว ฉันก็ไปกินข้าวต้มกับเพื่อนมาบ้างสิ”
“ฉันยืนรอเธอที่ปากซอยตั้งนาน”
“ทำไมถ้ามีเธอ เดินเข้ามาด้วยแล้วมันทำให้ฉันปลอดภัยขึ้นหรือไง”
อัสสุ ถึงกับนิ่งอึ้ง ไม่กล้าเถียงอะไรเธออีก เขาเป็นเพียงเด็กผู้ชายอ่อนแอที่ไม่สามารถจะปกป้องหรือช่วยเหลือผู้หญิงคนที่เขารักได้
คืนหนึ่งเขา เห็นเธอออกไปกับผู้ชายที่มีรถเก๋งสวยหรู ตั้งแต่นั้นมา เขาและเธอ แยกกันนอนหันหลังให้กัน แต่เขาก็ยังอยู่กับเธอ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรทำให้เขาไม่สามารถเอ่ยคำใดโกรธเกรี้ยวเธอหรือบอกเลิกกับเธอได้ อัสสุมักมองดูตัวเองอย่างผู้ชายที่อ่อนแอ และเริ่มสำนึกในความผิดของตัวเองที่ได้นำผู้หญิงคนนี้หนีปัญหาออกมา แล้วกลับกลายเป็นตัวเขาเองที่กำลังต้องแบกรับปัญหามากมายที่จะตามมา

